วันพุธที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

บทที่ 5 อินเทอร์เน็ต


บทที่ 5 อินเทอร์เน็ต

                                                         

5.1 อินเทอร์เน็ต
    5.1.1 ความหมายของอินเทอร์เน็ต
          อินเทอร์เน็ต ( Internet ) เป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขององค์กรธุรกิจ หน่วยงายของรัฐ สถานศึกษา ตลอกจนเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเข้าไว้ด้วยกัน
     5.1.2. โครงสร้างพื้นฐานของอินเทอร์เน็ต
          ประกอบด้วยเครือข่ายระดับท้องถิ่น ระดับภูมิภาค ระดับชาติ และระดับนานาชาติที่เชื่อมโยงเข้าด้วยกัน
                                          
 5.1.3.การเข้าถึงอินเทอร์เน็ต
          ผู้ที่ใช้ที่เป็นคนงาน นักเรียน หรือนักศึกษา  มักจะเข้าถึงอินเทอร์เน็ตผ่านเครือข่ายของหน่วยงาน โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย ซึ่งเชื่อมต่อเข้ากับอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ขณะที่ผู้ใช้ทั่วไปอาจใช้วิธีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตโดยใช้โมเด็มผ่านทางโทรศัพท์
     - ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต หรือไอเอสพี ให้บริการการเชื่อมต่อเข้าสู่อินเทอร์เน็ตสำหรับผู้ใช้ โดยอาจคิดค่าบริการเป็นรายเดือน
   5.1.4. การติดต่อสื่อสารบนอินเทอร์เน็ต
         คอมพิวเตอร์ที่ติดต่อสื่อสารระหว่างกันบนอินเทอร์เน็ต มีคุณลักษณะที่แตกต่างกัน เช่น ประเภทของคอมพิวเตอร์ ซีพียู หรือระบบปฏิบัติการ
         - เลขที่อยู่ไอพี
         - ระบบชื่อโดเมน
             

5.2 เวิลด์ไวด์เว็บ
            เป็นการให้บริการข้อมูลแบบไฮเปอร์เท็กซ์ ที่ปนะกอบไปด้วยเอกสารจำนวนมากที่มีการเชื่อมโยงกัน ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลขนาดใหญ่   สำหรับคำที่เกี่ยวข้องกับเวิลด์ไวด์เว็บที่ควรทราบ เช่น
         - เว็บเพจ เป็นหน้าเอกสารที่เขียนขึ้นในรูปแบบภาษาเอชที
         - เว็บไซต์ เป็นกลุ่มของเว็บเพจที่เกี่ยวข้องกัน และอยู่ภายใต้ชื่อโดเมนเดียวกัน
         เว็บเซิร์ฟเวอร์ เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ให้บริการเว็บเพจ
    5.2.1 การเรียกดูเว็บ เว็บเบราว์เซอร์ เป็นโปรแกรมที่ใช้สำหรับแสดงเว็บเพจ และสามารถเชื่อมโยงไปยังส่วนอื่นในเว็บเพจเดียวกันหรือเว็บเพจอื่น
                                                             
5.2.2 ที่อยู่เว็บ  การอ้างอิงตำแหน่งของแหล่งข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตที่ผู้ใช้ร้องขอ
           - โพรโทคอล ใช้สำหรับระบุมาตรฐานที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านเว็บ
           - ชื่อโดเมน ใช้สำหรับระบุชื่อโดเมนของเว็บเซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการข้อมูล
           - เส้นทางเข้าถึงไฟล์  ใช้สำหรับระบุตำแหน่งของไฟล์จากเว็บเซิร์ฟเวอร์
           - ชื่อข้อมูล ชื่อไฟล์ที่ร้องขอ
       5.2.3 การค้นหาผ่านเว็บ
           โปรแกรมค้นหา หรือเสิร์ชเอนจิน ใช้สำหรับค้นหาเว็บเพจที่ต้องการโดยระบุคำหลักหรือคำสำคัญ
           - ตัวดำเนินการในการค้นหา เพื่อให้การค้นหาข้อมูลด้วยโปรแกรมค้นหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

                                  
       5.2.4 เว็บ 1.0 และเว็บ 2.0 
             เว็บ 1.0 เป็นเว็บในยุคแรกเริ่มที่มีลักษณธให้ข้อมูลแบบทางเดียว ผู้ใช้ทั่วไปเข้าถึงเว็บเพจในฐานะผู้บริโภคข้อมูลและสารสนเทศตามที่ผู้สร้างได้ให้รายละเอียดไว้เพียงอย่างเดียว ไม่ค่อยมีการปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัย

 5.3 บริการบนอินเทอร์เน็ต
       5.3.1 ไปรษณีย์อิเล็ทรอนิกส์ หรืออีเมล เป็นบริการรับส่งจดหมายในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับความนิยมจากผู้ใช้ โดยสามารถส่งได้ทั้งข้อความและไฟล์ต่างๆ
       5.3.2 การสื่อสารในเวลาจริง เป็นการสื่อสารระหว่างบุคคลที่สามารถโต้ตอบกลับได้ทันทีผ่านเครือข่ายการสื่อสาร สามารถส่งเป็นข้อความ  ภาพ  ภาพเคลื่อนไหว  เสียง  ไปยีงผู้รับ
          แชท เป็นการสนทนาผ่านอินเทอร์เน็ต ทั้งระหว่างบุคคล 2 คน หรือระหว่างกลุ่มบุคคล
          - ห้องคุย เป็นการสนทนาที่ผู้ใช้สามารถเลือกประเภทของหัวข้อที่สนใจซึ่งแบ่งไว้เป็นห้องๆ
          - วอยซ์โอเวอร์ไอพี หรือวีโอไอพี  เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อินเทอร์เน็ตเทเลโฟนี ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถคุยกับผู้อื่นผ่านทางอินเทอร์เน็ต
                                                                       
     5.3.3 เว็บไซต์เครือข่ายทางสังคม เป็นชุมชนออนไลน์ที่สมาชิกใยชุมชนมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน โดยมีเป้าหมายในการเป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างผู้ใช้ โดยอาจเชื่อมโยงผ่านกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง
      5.3.4 บล็อก เป็นระบบการบันทึกข้อมูลลำดับเหตุการณ์ในแต่ละวัน ประสบการณ์ ความคิดของผู้เขียนบล็อกผ่านเว็บไซต์ ในรูปแบบการนำเสนอหัวข้อ
                                                

     5.3.5 ไมโครบล็อก เป็นบล็อกที่มีการแสดงหัวข้อและความคิดเห็นที่กระชับ กะทัดรัด
     5.3.6 วิกิ เป็นรูปแบบการเผยแพร่ข้อมูลที่บุคคลต่างๆ ซึ่งเป็นผู้มีความรู้ความชำนาญเฉพาะเรื่อง สามารถมีส่วนร่วมในการเป็นผู้ให้ข้อมูลใหม่
                                               
     5.3.7 อาร์เอสเอส เป็นเทคโนโลยีที่ใช้สำหรับเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่เป็นประจำได้แบบอัติโนมัติ โดยผู้ใช้ต้องเข้าไปยังเว็บไซต์ทีสนใจต่างๆโดยตรง
                                                      
     5.3.8 พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นการทำธุรกรรมซื้อขาย หรือแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการบนอินเทอร์เน็ต

5.4 โปรแกรมไม่พึงประสงค์
       - ไวรัส เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เขียนขึ้นเพื่อสร้างความรำคาญให้กับผู้ใช้งานและอาจร้ายแรงถึงขั้นทำลายระบบคอมพิวเตอร์ให้เสียหายทั้งระบบ
        - เวิร์ม หรือหนอนคอมพิวเตอร์ เป็นโปรแกรมแปลกปลอมที่สามารถคัดลอกตัวเองแล้วส่งไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์อื่นๆได้ทันที
        - ม้าโทรจัน เป็นโปรแกรมแปลกปลอมที่ผ่านเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยการแอบแฝงตัวเองว่าเป็นโปรแกรมอื่น เช่น การหลอกให้ผู้ใช้เข้าใจว่าเป็นโปรแกรมเกม หรือ โปรแกรมสกรีนเซิร์ฟเวอร์
         สปายแวร์ เป็นโปรแกรมที่ถูกออกแบบมาให้คอยติดตาม บันทึกข้อมูลส่วนบุคคล รายงานข้อมูลการใช้งานของผู้ใช้แต่ละคนบนอินเทอร์เน็ต หรือทำการเปลี่ยนการตั้งค่าของโปรแกรมเบราว์เซอร์ใหม่
          - แอดแวร์ เป็นโปรแกรมแอบแฝงที่เมื่อโปรแกรมได้รับการดาวน์โหลดหรือมีการติดตั้งในเครื่องคอมพิวเตอร์เรียบร้อยแล้ว
             - สแปม เป็นการใช้ระบบส่งอีเมลในการส่งข้อความที่ไม่พึงประสงค์ ให้กับผู้ใช้เป็นจำนวนมาก

5.5 ผลกระทบจากการใช้งานอินเทอร์เน็ต
        1. ปัญหาสุขภาพและความสัมพันธ์ทางสังคม
            ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตติดต่อกันเป็นเวลานานมาเกินไปอาจก่อให้เกิดปัญหาโรคติดอินเทอร์เน็ตซึ่งเป็นอาการทางวจิคประเภทหนึ่ง
          2. ปัญหาอาชญากรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นช่องทางในการก่ออาชญากรรมหลายรูปแบบ เช่น
             - เจาะระบบรักษาความปลอดภัย ให้สามารถเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อการกระทำการใดๆกับระบบคอมพิวเตอร์
            ขโมยข้อมูลส่วนบุคคล โดยการใช้ช่องทางการสื่อสารหรืออินเทอร์เน็ต เช่น การแชท การโทรศัพท์ ในการได้มาซึ่งข้อมูลส่วนตัวของบุคคล โดยการปลอมแปลงเป็นผู้ดูแลระบบ หรือผู้ดูแลข้อมูล
            - เผยแพร่ภาพอนาจาร การเผยแพร่ภาพอนาจารต่างๆ โดยใช้วิธีการที่หลายหลาย เช่น ผ่านเกมออนไลน์ ผ่านการสร้างไฟล์ไวรัสเจาพเข้ามาที่ระบบคอมพิวเตอร์
          3.ปัญหาการล่อลวงในสังคม
              สร้างตัวตนขึ้นมาใหมในการติดต่อสนทนากับผู้อื่น โดยให้ที่เป็นเท็จ เช่น เพศ อายุ ภาพถ่าย และอาชีพ เพื่อล่อลวงคู่สนทนา และนัดพบกระทำอันตรายต่างๆ

บัญญัติ 10 ประการ ในการใช้งานคอมพิวเตอร์
   1. ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์ทำร้ายผู้อื่น
   2. ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์รบกวนผู้อื่น
   3. ต้องไม่เปิดดูไฟล์ของผู้อื่นก่อนได้รับอนุญาติ
   4.ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์ในการโจรกรรมข้อมูล
   5.ต้องไม่ใช่คอมพิวเตอร์สร้างหลักฐานเท็จ
   6. ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์ในการคัดลอกหรือใช้โปรแกรมที่มีลิขสิทธฺ์
   7. ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์ในการละเมิดการใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์
   8. ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์เพื่อนำเอาผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตนเอง
   9. ต้องคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดจากโปรแกรมที่ตัวเองพัฒนาขึ้น
  10. ต้องใช้คอมพิวเตอร์ โดยเคารพกฏ ระเบียบ กติกา และมารยามของสังคมนั้น




 ...................................................................................................................................



วันอังคารที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2555

บทที่ 4 ระบบเครือข่ายและการสื่อสาร


บทที่ 4 ระบบเครือข่ายและการสื่อสาร

                                           
4.1 บทบาทของการสื่อสารข้อมูลและเครือข่ายคอมพิวเตอร์
     ปัจจุบันมีการใช้งานคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ในการคำนวณและเก็บข้อมูล รวมถึงการสื่อสาร ข้อมูล และการแลกเปลี่ยนข้อมูลการสื่อสาร
       การสื่อสารข้อมูลและเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ก่อให้เกิดประโยชน์ดังนี้
1.ความสะดวกในการแบ่งปันข้อมูล ปัจจุบันมีข้อมูลจำนวนมากสามารถถูกผ่านเครือข่ายการสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว
2.ความถูกต้องของข้อมูล การรับส่งข้อมูลระหว่างคอมพิวเตอร์ผ่านเครือข่ายการสื่อสารเป็นการส่งแบบดิจิทัล
3.ความเร็วของการรับส่งข้อมูล การใช้คอมพิวเตอร์ในการส่งข้อมูลหรือค้นหาข้อมูลจากฐานข้อมูลขนาดใหญ่ได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากสัญญาณทางไฟฟ้าเดินทางด้วยความเร็วใกล้เคียงความเร็วแสง
4.การประหยัดค่าใช้จ่ายในการสื่อสารข้อมูล การรับและส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายการสื่อสารสามารถทำได้ในราคาถูกกว่าการสื่อสารแบบอื่น เช่น การใช้งานโทรศัพท์โดยผ่านอินเทอร์เน็ตหรือที่เรียกว่า วอยซ์โอเวอร์ไอพี
5.ความสะดวกในการแบ่งปันทรัพยากร ในองค์กรสามารถใช้อุปกรณ์สารสนเทศร่วมกันได้ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายติดตั้งอุปกรณ์ให้กับทุกเครื่อง เช่น เครื่องพิมพ์
6.ความสะดวกในการประสานงาน ในองค์กรที่มีหน่วยงานย่อยหลายแห่งที่อยู่ห่างไกลกันสามารถทำงานประสานกันกันผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ต
7.ขยายบริการขององค์กร เครือข่ายคอมพิวเตอร์ทำให้องค์กรสามารถกระจายที่ทำการไปตามจุดต่างๆที่ต้องการบริการ เช่น ธนาคารมีสาขาทั่วประเทศ
8.การสร้างบริการรูปแบบใหม่บนเครือข่าย การให้บริการต่างๆ ผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าใช้บริกการได้ทุกที่ทุกเวลา เช่น การซื้อสินค้าผ่านร้านค้าออนไลน์

4.2 การสื่อสารข้อมูล
       หมายถึง การแลกเปลี่ยนข้อมูล/ข่าวสาร โดยผ่านทางสื่อกลางในการสื่อสาร ซึ่งอาจเป็นสื่อกลางประเภทที่มีสายหรือไร้สายก็ได้
     1.ข้อมูล/ข่าวสาร ( data/message ) คือ ข้อมูลหรือสารสนเทศต่างๆ ที่ต้องการส่งไปยังผู้รับโดยข้อมูล/ข่าวสารประกอบด้วยข้อความ ตัวเลข รูปภาพ เสียง
   
     2.ผู้ส่ง ( sender ) คือ คนหรืออุปกรณ์ที่ใช้สำหรับส่งข้อมูล/ข่าวสาร ซึ่งอาจเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ เป็นต้น
    3.ผู้รับ ( receiver ) คือ คนหรืออุปกรณ์ที่ใช้สำหรับรับข้อมูล/ข่าวสารที่ทางผู้ส่งข้อมูลส่งให้ซึ่งอาจเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ เป็นต้น
    4.สื่อกลางในการส่งข้อมูล ( transmission media ) คือ สื่งที่ทำหน้าที่ในการรับส่งข้อมูล/ข่าวสารไปยังจุดหมายปลายทาง โดยสื่อกลางในการรับส่งข้อมูลจะมีทั้งแบบมีสาย และแบบไร้สาย
   5.โพรโทคอล ( protocoll ) คือ กฎเกณฑ์ ระเบียบ หรือข้อปฏิบัติต่างๆ ที่กำหนดชึ้นมาเพื่อเป็นข้อตกลงในการสื่อสารข้อมูลระหว่างผู้รับและผู้ส่ง

     4.2.1 สัญญาณที่ใช้ในระบบการสื่อสาร แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. สัญญาณแอนะล็อก  2.สัญญาณดิจิทัล  สัญญาณแอนะล็อกเป็นสัญญาณที่มีขนาดแอมพิจูด ที่เปลี่ยนแปลงตามเวลาและเป็นค่าต่อเนื่อง ส่วนสัญญาณดิจิทัลเป็นสัญญาณที่ไม่มีความต่อเนื่อง ที่ เรียกว่า ดิสครีต ( discrete )
  
     
สัญญาณแอนะล็อกและสัญญาณดิจิทัล
  
       4.2.2 การถ่ายโอนข้อมูล จำแนกได้ 2 แบบ คือ
             1. การถ่ายโอนข้อมูลแบบขนาน ทำได้โดยการส่งข้อมูลออกมาทีละหลายบิตพร้อมกัน จากอุปกรณ์ส่งไปยังอุปกรณ์รับ ผ่านสื่อกลางนำสัญญาณที่มีช่องทางส่งข้อมูลหลายช่องทาง  เช่น ส่งข้อมูล 11110001 ออกไปพร้อมกัน สายส่งก็ต้องมี 8 เส้น
                                      

             2.การถ่ายโอนแบบอนุกรม การถ่ายโอนอนุกรมจะเริ่มดดยข้อมูลแต่ละชุดจะถูกเปลี่ยนให้เป็นอนุกรมแล้วทยอยส่งออกไปทีละบิตไปยังจุดรับ แต่เนื่องจากการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ใช้ช่องทางแบบขนาน ดังนั้นจุดรับจะต้องมีกลไกในการเปลี่ยนแปลงข้อมูลที่รับมาทีละบิตให้เป็นชุดของข้อมูลที่ลงตัวพอดี
                               

      4.2.3 รูปแบบการรับ - ส่งข้อมูล การรับ - ส่งข้อมูลแบบขนานหรืออนุกรมสามารถแบ่งออกได้ 3 แบบ ดังนี้
          1.การสื่อสารทางเดียว ( simplex transmission ) ข้อมูลสามารถส่งได้หลายทางเดียวโดยแต่ละฝ่ายจะทำหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น เป็นผู้รับ-ผู้ส่ง
          2. การสื่อสารสองทางครึ่งอัตรา ( half duplex transmission )  สามารถส่งข้อมูลได้ทั้งสองฝ่าย แต่จะต้องผลัดกันส่งและผลัดกันรับจะส่งและรับพร้อมกันไม่ได้
          3.การสื่อสารสองทางเต็มอัตรา ( full duplex transmission ) สามารถส่งข้อมูลสองทางโดยที่ผู้รับและผู้ส่งสามารถรับส่งข้อมูลในเวลาเดียวกัน เช่น การสนทนาทางโทรศัพท์คู้สนทนาคุยโต้ตอบได้ในเวลาเดียวกัน

4.3 สื่อกลางใการสื่อสารข้อมูล
        4.3.1 สื่อกลางแบบใช้สาย
           1.สายคู่บิดเกลียว  สายนำสัญญาณแบบนี้แต่ละคู่สายที่เป็นสายทองแดงจะถูกพันบิดเกลียว เพื่อลดการรบกวนของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากคู่สายข้างเคียงภายในสายเดียวกันหรือจากภายนอก  สายคู้บิดเกลียวมี 2 ชนิด คือ

                                       
        
         สายคู่บิดเกลียวแบบไม่ป้องกันสัญญาณรบกวน หรือสายยูทีพี ( UTP ) เป็นสายที่ใช้ในระบบโทรศัพท์ ต่อมาได้มีการปรับปรุงคุณสมบัติให้ดีขึ้น จนสามารถใช้กับสัญญาณความถี่สูงได้ ทำให้ส่งข้อมูลได้ด้วยความเร็วสูงขึ้น
          - สายคู่บิดเกลียวแบบป้องกันสัญญาณรบกวน ( STP ) ป็นสายที่หุ้มด้วยตัวกั้นสัญญาณเพื่อป้องกันการรบกวนได้ดียิ่งขึ้น สายเอสทีพีรองรับความถี่ของการส่งข้อมูลสูงกว่าสายยูทีพี แต่มีราคาแพงกว่า
   
          2.สายโคแอกซ์ เป็นสายนำสัญญาณที่เรารู้จักกันดี โดยใช้เป็นสายนำสัญญษณที่ต่อจากเสาอากาศเครื่องรับโทรทัศน์หรือสายเคเบิลทีวี ตัวสายประกอบด้วยลวดทองแดงที่เป็นแกนหลักหนึ่งเส้นหุ้มด้วยฉนวนเพื่อป้องกันกระแสไฟ้ารั่ว จากนั้นจะหุ้มด้วยตัวนำซึ่งทำจากลวดทองแดงถักเป็นร่างแหเพื่อป้องกันการรบกวนของคลื่อนแม่เหล็กไฟ้าและสัญญาณรบกวนอื่นๆ
                                       

           3.สายไฟเบอร์ออพติก ประกอบด้วยกลุ่มของเส้นใยที่ทำจากแก้วหรือพลาสติกที่มีขนาดเล็ประมาณเส้นผม แต่ละเส้นจะมรแกนกลางที่ถูกหุ้มด้วยวัสดุใยแก้วอีกชนิดหนึ่งที่เรียกว่า แคล็ดดิง
( cladding )
                                                       
        4.3.2 สื่อกลางแบบไร้สาย การสื่อสารแบบไร้สายอาศัยคลื่อนแม่เหล็กไฟฟาเป็นสื่อกลางนำสัญญาณ การสื่อสารแบบไร้สายมีผู้นิยมใช้มากชึ้น เนื่องจากมีความคล่องตัวสูงและสะดวกสบาย มักนิยมใช้กันในพื้นที่ทีการติดตั้งสายนำสัญญาณทำได้ลำบากหรือค่าใช่จ่ายในการติดตั้งสูงเกินไป สื่อกลางของการสื่อสารแบบนี้ เช่น อินฟราเรด ไมโครเวฟ คลื่อนวิทยุ และดาวเทียมสื่อสาร
                                           
                1. อินฟราเรด สื่อกลางประเภทนี้มักใช้กับการสื่อสารข้อมูลที่ไม่มีสิ่งกีดขวางรหว่างตัวส่งและตัวรับสัญญาณ เช่น การส่งสัญญาณจากรีโมตคอนโทรลไปยังเครื่องรับโทรทัศน์หรือวิทยุ
               
                2.ไมโครเวฟ เป็นสื่อกลางในการสื่อสารที่มีความเร็วสูงใช้สำหรับการเชื่อมต่อระยะไกลโดยการส่งสัญญาณคลื่อนแม่เหล็กไฟฟ้าไปในอากาศพร้อมกับข้อมูลที่ต้องการส่ง และต้องมีสถานีที่ทำหน้าที่ส่ง และรับข้อมูล
                
                 3.คลื่นวิทยุ  เป็นสื่อกลางที่ใช้ส่งสัญญาณไปในอากาศ โดยสามารถส่งในระยะทางได้ทั้งใกล้และไกล โดยมีตัวกระจายสัญญาณ ส่งไปยังตัวรับสัญญาณ และใช้คลื่นวิทยุในช่วงความถี่ต่างๆกันในการส่งข้อมูล
                
                 4.ดาวเทียมวิทยุ พัฒนาขึ้นมาเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดของสถานีรีบส่งไมโครเวฟบผิวโลก โดยเป็นสถานีรับส่งสัญญาณไมโครเวฟบนอากาศ ในการส่งสัญญาณต้องมีสถานีภาคพื้อนดินคอยทำหน้าที่รับและส่งสัญญาณขั้นไปยังดาวเทียมที่โคจรอยู่สูงจากพื้อนโลกประมาณ 35,600 กิโลเมตร

4.4 เครือข่ายคอมพิวเตอร์
        เป็นการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วงเข้าด้วยกันเพื่อให้สามารถใช้ข้อมูลและทรัพยากรร่วมกันได้ เครือข่ายของคอมพิวเตอร์สามารถแบ่งออกเป็นประเภทตามพื้นที่ที่ครอบคลุมการใช้งานของเครือข่าย ดังนี้
     1. เครือข่ายส่วนบุคคล หรือ แพน   ( PAN ) เป็นเครือข่ายที่ใช้ส่วนบุคคล เช่น การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์กับโทรศัพท์มือถือ
     
     2.เครือข่ายเฉพาะที่ หรือแลน ( LAN ) เป็นเครือข่ายที่มช้มนการเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่างๆ ที่อยู่ในพื้นที่เดียวกันหรือใกล้เคียงกัน เช่น ภายในบ้าน ภายในสำนักงาน และภายในอาคาร
     
      3.เครือข่ายนครหลวง หรือแมน ( MAN ) เป็นเครือข่ายที่มใช้เชื่อมโยงแลนที่อยู่ห่างไกลออกไป เช่น การเชื่อมต่อเครือข่ายระหว่างสำนักงานที่อาจอยู่คนละอาคารและมีระยะทางไกลกัน
     
       4.เครือข่ายวงกว้าง หรือแวน ( WAN ) เป็นเครือข่ายที่ใช้ในการเชื่อมโยงกับเครือข่ายอื่นที่อยู่ไกลจากกันมาก เช่น เครือข่ายระหว่างจังหวัด

      4.4.1 ลักษณะของเครือข่าย แบ่งลักษณะเครือข่ายตามบทบาทของเครื่องคอมพิวเตอร์ในการสื่อสารได้ ดังนี้
       1.เครือข่ายแบบรับ-ให้บริการ หรือไคลเอนท์ / เซิร์ฟเวอร์ จะได้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่เป็นเครื่องให้บริการต่างๆ เช่น บริการเว็บ และบริการฐานข้อมูล การให้บริการขึ้นอยู่กับการร้องขอบริการจากเครื่องรับบริการ
       2.เครื่อข่ายระดับเดียวกัน เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถเป็นได้ทั้งเครื่องให้บริการและเครื่องรับบริการในขณะเดียวกัน การใช้งานส่วนใหญ่มักใช้ในการแบ่งปันข้อมูล เช่น เพลง ภาพยนตร์ โปรแกรม และเกม

     4.4.2 รูปร่างเครือข่าย แบ่งออกเป็น 4 รูปแบบคือ
       1.เครือข่ายแบบบัส เป็นรูปแบบที่มีโครงสร้างไม่ยุ่งยาก สถานีทุกสถานีในเครือข่ายจะเชื่อมต่อเข้ากับสายสื่อสารหลักเพยงสายเดียวที่เรียกว่า บัส การจัดส่งข้อมูลลงบนบัสจึงไปยังทุกสถานีได้ ซึ่งการจัดส่งนี้ต้องกำหนดวิธีการที่จะไม่ให้ทุกสถานีส่งข้อมูลพร้อมกัน เพราะจะทำให้เกิดการชนกันของข้อมูล
                                               

     2.เครือข่ายแบบวงแหวน เป็นการเชื่อมแต่ละสถานีเข้าด้วยกันแบบวงแหวน สัญญาณข้อมูลจะถูกส่งอยู่ในวงแหวนไปในทิศทางเดียวกันจนถึงผู้รับ
                                                   

      3.เครือข่ายแบบดาว เป็นการเชื่อมต่อสถานีในเครือข่าย โดยทุกสถานีจะเข้ากับหน่วยสลับสายกลาง เช่น ฮับ หรือสวิตซ์ ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของการเชื่อมต่อระหว่างสถานีต่างๆที่ต้องการติดต่อ
                                      
      4.เครือข่ายแบบเมช เป็นรูปแบบของการเชื่อมต่อที่มีความนิยมมากและมีประสิทธิภาพสูง เนื่องจากถ้ามีเส้นทางของการเชื่อมต่อคู่ใดคู่หนึ่งขาดจากกัน การติดต่อสื่อสารระหว่างคู้นั้นยังสามารถติดต่อได้โดยอุปกรณ์จัดเส้นทาง จะทำการเชื่อมต่อเส้นทางใหม่ไปยังจุดหมายปลายทางอัติโนมัติ

                                             
4.5 โพรโทคอล การเชื่อมต่อระหว่างคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์เครือข่ายที่ผลิตจากผู้ผลิตหลายรายผ่านทางระบบเครือข่ายชนิดต่างๆกัน ไม่สามารถเชื่อมต่อได้โดยตรง  สำหรับโพรโทคอลที่ใช้เป็นมาตรฐานในการสื่อสารแบบใช้สาย และแบบไร้สาย ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย เช่น
                                                  
      ทีซีพี / ไอพี ( TCP / IP ) เป็นโพรโทคอลที่ใช้ในการสื่อสารในระบบอิเทอร์เน็ต โดยมีการระบุผู้รับผู้ส่งในเครือข่ายและจัดการแบ่งข้อมูลเป็นชื้นเล็กๆ ที่เรียกว่า แพ็กเก็ต
     
       - ไวไฟ ( Wi-Fi )  ผู้ใช้งานในบ้านหรือสำนักงานขนดเล็ก ส่วนใหญ่นิยมไวไฟในการติดตั้งระบบแลนไร้สาย โดยมรการติดตั้งแผงวงจรหรืออุปกรณ์รับส่งไวไฟที่เรียกว่า การ์ดแลนไร้สาย สัญญาณของอุปกรณ์จะอยู่ไม่เกิน 100 เมตรสำหรับการใช้งานภายในอาคาร และไม่เกิน 500 เมตร สำหรับการใช้งานในที่โล่งนอกอาคาร
    
      ไออาร์ดีเอ ( IrDA) เป็นโพรโทคอลใช้เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์กับอุปกรณ์สื่อสารแบบไร้สายระยะใกล้ และไม่มีสิ่งกีดขวาง โดยใช้อินฟราเรดระหว่าง 115 kbps ถึง 4 Mbps ผ่านพอร์ตไออาร์ดีเอ
     
        บลูทูท เป็รโพรโทคอลที่ใช้คลื่อนวิทยุความถี่ 2.4 GHz ในการรับส่งข้อมูลโดยคล้ายกับแลนไร้สาย ตามมาตรฐาน IEEE 802.15 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์สามารถติดต่อสื่อสารกับอุปกรณ์ต่อพ่วงไร้สายอื่นๆ เช่น เครื่องพิมพ์ เมาส์ คีย์บอร์ด
                                            

 4.6 อุปกรณ์การสื่อสาร
      ทำหน้าที่รับและส่งข้อมูลจากอุปกรณ์ส่งและรับข้อมูล โดยมีการส่งผ่านทางสื่อกลาง
      1.โมเด็ม เป็นอุปกรณ์ที่แปลงสัญญาณดิจิทัลเป็นสัญญาณแอนะล็อกและแปลงจากสัญญาณแอนะล็อกเป็นดิจิทัลเพื่อให้ข้อมูลผ่านทางสายโทรศัพท์ได้
           1.1 โมเด็มแบบหมุนโทรศัพท์ เป็นโมเด็มที่ใช่ต่อเข้ากับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตผ่านทางสายโทรศัพท์
           1.2  ดิจิทัลโมเด็ม เป็นโมเด็มที่ใช้รับ ส่งข้อมูลผ่านทางสายสัญญาณแบบดิจิทัล การเชื่อมต่อไม่จำเป็นต้องหมุนโทรศัพท์ไปที่ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต โดยโมเด็มจะทำการเชื่อมต่อให้อัติโนมัติ
โมเด็ม
                                      


              ดีเอสแอล ( DSL ) เป็นโมเด็มที่ได้รับความนิยมในการใช้งานภายในบ้าน และสำนักงานขนาดเล็ก โดยสามารถรับแลัส่งข้อมูลดิจิทัลด้วยความเร็วสูงกว่าการเชื่อต่อผ่านโมเด็มแบบหมุนโทรศัพท์
              เคเบิลโมเด็ม  เป็นโมเด็มที่ทำหน้าที่รับแลัส่งข้อมูลดิจิทัลจากคอมพิวเตอร์ผ่านทางสายเคเบิลทีวี บางครั้งเรียกว่า บรอดแบนด์โมเด็ม สามารถรับและส่งข้อมูลได้สูงเหมือนกับดีเอสแอลโมเด็ม
    
    2.การ์ดแลน เป็นอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อระหว่างคอมพิวเตอร์กับสายตัวนำสัญญาณ ทำให้คอมพิวเตอร์สามารถรับและส่งข้อมูลกับระบบเครือข่ายได้
                                                 
     3.ฮับ เป็นอุปกรณ์ที่รวมสัญญาณที่มาจากอุปกรณ์รับส่งหรือเครื่องคอมพิวเตอร์หลายๆ เครื่องเข้าด้วยกัน ข้อมูลที่รับส่งผ่านฮับจากเครื่องหนึ่งจะกระจายไปยังสถานีที่จ่ออบู่บนฮับนั้น
                                       
     4.สวิตซ์ เป็นอุปกรณ์รวมสัญญาณที่มาจากอุปกรณ์รับส่งหรือคอมพิวเตอร์หลายเครื่องเช่นเดียวกับ
ฮับ แต่จะมีข้อมีข้อแตกต่างจากฮับ กล่าวคือ การรับส่งข้อมูลจากอุปกรณ์ตัวหนึ่ง จะไม่กระจายไปยังทุกจุดเหมือนฮับ ทั้งนี้เพราะสวิตซ์จะรับกลุ่มข้อมูลมาตรวจสอบก่อนว่าเป็นคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ใด แล้วนำข้อมูลส่งไปยังคอมพิวเตอร์
                                           
     5.อุปกรณ์จัดเส้นทา เป็นอุปกรณ์ที่ใช้งานในการเชื่อมโยงเครือข่ายหลายเครือข่ายเข้าด้วยกัน หรือเชื่อมโยงอุปกรณ์หลายอย่างเข้าด้วยกัน ดังนั้นจึงมีเส้นทางการเข้าออกของข้อมูลได้หลายเส้นทาง
                                             
     6.จุดเชื่อมต่อแบบไร้สาย ทำหน้าที่คล้ายกับฮับของเครือข่ายแบบใช้สายเพื่อใช้สำหรับติดต่อสื่อสารระหว่างอุปกรณ์แบบไร้สายซึ่งข้อมูงจะถูกส่งผ่านทางคลื่อนวิทยุ ความถี่สูง
                                                 

4.7 ตัวอย่างการติดตั้งแลนภายในบ้าน
         สามารถทำได้โดยเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์อย่างน้อยสองเครื่องเข้าด้วยกันโดยผ่านสวิตซ์ และทำการปรับตั้งค่าโพรโทคอลการสื่อสารที่เกี่ยวข้อง เช่น ที่อยู่ไอทีของแต่ละเครื่อง    
                               

....................................................................

วันศุกร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2555

บทที่ 2 ข้อมูล สารสนเทศ และความรู้


บทที่ 2 ข้อมูล สารสนเทศ และความรู้

       2.1. ข้อมูล สารสนเทศ และความรู้

-       ข้อมูล( data ) คือ สิ่งที่ใช้อธิบายคุณลักษณะของวัตถุ  เหตุการณ์  กิจกรรม โดยบันทึกจากการสังเกต  การทดลอง

ตัวอย่าง ข้อมูลทีเห็นได้เป็นประจำ เช่น ราคาสินค้า เกรดเฉลี่ยที่ได้รับ รูปภาพต่างๆที่ปรากฏในเว็บไซต์
                                                
                                                      
-         

      สารสนเทศ ( information ) คือ ผลลัพธ์ที่ได้จากการนำเสนอข้อมูลมาประมวลผล เพื่อให้ได้สิ่งที่เป็นประโยชน์ในการนำไปใช้งานมากขึ้น

                                                


-     ความรู้ ( knowledge ) เป็นคำที่มีความหมายกว้าง และใช้กันโดยทั่วไป ในด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ หรือวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ความรู้ คือ สิ่งที่ประกอบด้วยข้อมูลและสารสนเทศที่ถูกจัดรูปแบบและประมวลผลเพื่อนำไปใช้ประยุกต์ใช้ปัญหา ที่ต้องการนำข้อมูลและสารสนเทศเหล่านี้ไปแก้ไข
                                                               


         2 .2.   การจัดความรู้ ( kmowledge management )

ใ       เป็นการบริหารองค์กร สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นแต่ไม่สามารถประเมินคุณค่า ที่เป็นตัวเงินได้ คือ ความรู้ที่ได้จากการปฏิบัติงาน เนื่องจากในการทำงาน  การแก้ปัญหา  การแสวงหาความรู้ การนำความรู้มาปรับใช้

            2.3 ลักษณะข้อมูลที่ดี

1    1. ความถูกต้องของข้อมูล เป็นลักษณะที่สำคัญของข้อมูล ถ้าข้อมูลไม่ถูกต้องแล้ว เราจะไม่สามารถได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องได้      เลย ซึ่งประเด็นนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก
       2. ความสมบูรณ์ครบถ้วนในการนำไปใช้งาน ข้อมูลบางประเภทหากไม่ครบถ้วน จัดเป็นข้อมูลที่ด้อยคุณภาพได้เช่นกัน
       3.ความถูกต้องตามเวลา ในบางกรณีข้อมูลผูกอยู่กับเงื่อนไขของเวลา ซึ่งถ้าผิดจากเงื่อนไขของเวลาไปแล้ว ข้อมูลนั้นอาจลดคุณภาพลงไป หรือแม้กระทั่งอาจไม่สามารถใช้ได้
      4. ความสอดคล้องกันของข้อมูล ในกรณีที่ข้อมูลมาจากหลายแห่ง จะเกิดปัญหาขึ้น ในเรื่องของความสอดคล้องกันของข้อมูล เช่น ในบริษัทแห่งหนึ่งซึ่งเป็นที่เก็บข้อมูลที่อยู่ลูกค้าหากต้องการข้อมูลไปควบรวมกับบริษัทอื่นต้องสอดคล้องกัน

        2.4.  การจัดเก็บข้อมูล
             1.  การเก็บอย่างมีประสิทธิภาพ
             2. การตอบสนองต่อความต้องการได้อย่างรวดเร็ว เช่น ข้อมูลประวัติการบำรุงรักษารถยนต์
             3.การจำกัดสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลให้แก่ผู้ใช้ในแต่ละระดับขององค์กรเช่น ผู้บริหารเข้าถึงข้อมูลของทุกหน่วยงานได้ 

          2.4.1. ลำดับชั้นของข้อมูลในฐานข้อมูล การแทนข้อมูลด้วยตัวเลขฐานสอง ซึ่งประกอบด้วยตัวเลขสองตัว คือ 0 และ 1 ในทางคอมพิวเตอร์ จะเรียกตัวเลขฐานสองนี้ว่า 1 บิต ( bit ) ซึ่งถือว่าเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของข้อมูล และหากนำบิตมาต่อกันจำนวน 8 บิต จะเรียกว่า ไบต์ ( byte )

  

           1)  เขตข้อมูล ( field )  คือ ข้อมูลที่เป็นบิตนี้มารวมกันเพื่อนแทนความหมายบางอย่าง

            - จำนวนเต็ม ( integer ) คอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่จะเก็บตัวเลขขนาด 32 บิตซึ่งขนาดของตัวเลขนี้อาจเปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยีของเครื่องคอมพิวเตอร์ ตัวเลขฐานสองขนาด 32 บิต สามารถแทนตัวเลขจำนวนเต็มได้ตั้งแต่ –2,147,483,648 ถึง 2,147,483,647

-       จำนวนทศนิยม ( decimal number ) ในคอมพิวเตอร์จะเก็บตัวเลขทศนิยม โดยใช้ระบบโฟลททิงพอยด์ ( floating point ) ซี่งการเก็บลักษณะนี้ ไม่มีการกำหนดตำแหน่งตายตัวสำหรับจุด โดยทั้วไปการเก็บข้อมูลตัววเลขทีสองขนาด คือ 32 บิต และ 64 บิต

-        ข้อความ ( text ) ในการแทนข้อความนั้น จะต้องเปลี่ยนข้อความให้เป็นรหัสซึ่งใช้แทนตัวอักขระแต่ละตัวเสียก่อน ตามมาตรฐานทั่วไปจะใช้เป็นรหัสแอสกี ( ASCII code ) ซึ่งต่อมามีการใช้รหัสแบบยูนิโคด ( Unicode ) ซึ่งสมารถแทนภาษาได้หลายภาษามากกว่ารหัสแอสกี ความยาวของเขตประเภทนี้

       - วันเวลา ( date/ time ) วันที่เป็นเวลา เช่น วันที่เริ่มใช้งาน  วันลงทะเบียน  และเวลาซื้อสินค้า

      - ไฟล์ ( file ) เขตข้อมูลบางประเภทใช้เก็บไฟล์รูปภาพหรือไฟล์อื่นๆ ซึ่งเขตข้อมูลประเภท นี้จะเป็นเขตข้อมูลขนาดใหญ่


    

2  2 ) ระเบียน ( record ) คือ กลุ่มของเขตข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กัน โดยเขตข้อมูลแต่ละส่วนอาจจะเป็นข้อมูลต่างชนิดกัน

  
    
      ) ตาราง ( table ) คือ กลุ่มของทะเบียน ซึ่งเขตข้อมูลในแต่ละทะเบียนจะเก็บข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กัน ในข้อมูลจะเก็บข้อมูลหลายๆระเบียน
  
     ) ฐานข้อมูล ( database ) เป็นที่รวมของตารางหลายๆตารางเข้าด้วยกัน ตารางแต่ละตารางจะมีความสัมพันธ์กันโดยใช้เขตข้อมูลซึ่งเหมือนกันเป็นตัวเชื่อมโยงระหว่างกันบางตารางอาจเป็นตารางที่เก็บข้อมูลไว้เฉพาะตนเองโดยไม่เกี่ยวข้องกับตารางอื่น

              


     2.5. จริยธรรมในโลกของข้อมูล

                    2.5.1.   ความเป็นส่วนตัว   เมื่อข้อมูลปรากฏอยู่บนโลกออนไลน์มากขึ้นทำให้การรวบรวมข้อมูล  การเข้าถึง การค้นหา และการแบ่งปันส่วนบุคคลเป็นเรื่องท่สามารถทำได้ง่ายและเร็ว เช่น เลขรหัสประจำตัว วันเดือนปีเกิด หมายเลขโทรศัพท์ ข้อมูลประวัติการศึกษา
                 

                  2.5.2 สิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมู เพื่อเป็นการรักษาความปลอดภัยให้กับข้อมูลในการเก็บข้อมูลในฐานข้อมูลจะมอบการกำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้แต่ละกลุ่ม โดยระบบจะอนุญาตให้ผู้ใช้คนหนึ่งเข้าถึงข้อมูลต้องมีการตรวจสอบว่า จะให้เข้าถึงข้อมูลใดได้บ้างหากมีความผิดในเรื่องของสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลหลายข้อ เช่น

      มาตรา 5 ผู้ใดเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งระบบคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการนั้นมิได้ไว้สำหรับตน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

      มาาตรา 7 ผู้ใดเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรอทั้งจำทั้งปรับ

      มาตรา 8 ผู้ใดกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบ ด้วยวิธีการทางิเล็กทรอนิกส์เพื่อดกรับไว้ ซึงข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นที่อยู่ระหว่างการส่งในระบบคอมพิวเตอร์ ละข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นมิได้มีไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะหรือเพื่อให้บุคคลทั่วไปใช้ประโยชน์ได้ต้องระวางโทษคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
                                                                           
                      2.5.3.  ทรัพย์สินทางปัญญา ในกระบวนการผลิตโปรแกรม  ระบบปฏิบัติการ รูปภาพ เพลง หรือหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ จำเป็นต้องใช้ต้นทุนสูง และใช้เวลาในการผลิตยาว  ถ้าผู้อื่นนำไปทำซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางธุรกิจและเจ้าของข้อมูล


         .......................................................................................................................